วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 6

สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 6 : ผู้วินิจฉัย บทที่ 5-7

 

กิเดโอน

 

ถ้าพูดถึงผู้วินิจฉัยแล้ว ไม่พูดถึงกิเดโอน (Gideon) ก็คงไม่ได้ครับ

 

ในสมัยของกิเดโอน คนอิสราเอลก็ทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเคารพบูชารูปเคารพของพระบาอัลและเจ้าแม่อาเชราห์ ผมอ่านพระคัมภีร์แล้วก็รู้สึกว่าชาวอิสราเอลและชาวคานาอันชอบบูชาพระบาอัลมาก ๆ บาอัลเป็นเทพเจ้าแห่งพายุและฝน ผู้คนในสมัยนั้นซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม จึงเชื่อว่าพระบาอัลมีอำนาจเหนือพืชผลทางการเกษตร และเจ้าแม่อาเชราห์เป็นภรรยาของบาอัล (คล้าย ๆ เจ้าพ่อเจ้าแม่โพสพนี่แหละครับ) ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่คนอิสราเอลจะรับเอาวัฒนธรรมของชาวคานาอันแบบนี้เข้ามาอย่างง่าย ๆ

 

คราวนี้พระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือของคนมีเดียน

 

ถ้าใครจำได้ในกันดารวิถีบทที่ 31 ชาวอิสราเอลได้ต่อสู้กับคนมีเดียนแล้วทำลายพวกเขาจนเกือบหมด แต่เพราะชาวอิสราเอลไม่ได้ทำลายชาวมีเดียนให้หมดสิ้นไป พวกเขาจึงเพิ่มจำนวนขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น จนกระทั่งวกมากดขี่ข่มเหงชาวอิสราเอล

 

ชาวมีเดียน ชาวอามาเลข เข้ามาปล้นสะดมชาวอิสราเอล เอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา ไม่ว่าจะเป็นแพะ แกะ และพืชผล จนคนอิสราเอลต้องหนีไปอยู่ตามถ้ำ!!!

 

กิเดโอนเองเมื่อทูตของพระเจ้ามาพบเขาในโอฟราห์ เขากำลังนวดข้าวอยู่ในบ่อย่ำองุ่น ที่เขาต้องทำอย่างนั้นก็เพื่อให้พ้นสายตาของชาวมีเดียน มิฉะนั้นข้าวที่อุตส่าห์นวดก็จะถูกปล้นไปจนหมด

 

ทูตของพระเจ้าปรากฏกับกิเดโอน และกล่าวว่า “นักรบผู้เกรียงไกรเอ๋ย องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับท่าน” ผู้วินิจฉัย 6:12

 

กิเดโอนตอบว่า “ท่านขอรับ หากองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับพวกข้าพเจ้า ทำไมเหตุการณ์ทั้งปวงนี้จึงเกิดจึ้นกับพวกข้าพเจ้าเล่า ? ไหนล่ะการอัศจรรย์ทั้งปวงซึ่งบรรพบุรุษเคยเล่าให้ฟัง พวกเขาพูดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำพวกเราออกมาจากอียิปต์ไม่ใช่หรือ ? แต่บัดนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเรา และมอบเราไว้ในเงื้อมมือของชาวมีเดียน” ผู้วินิจฉัย 6:13

 

กิเดโอนตั้งคำถามกับทูตของพระเจ้าว่าทำไมพระเจ้าจึงทอดทิ้งพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขานั่นแหละเป็นผู้ที่ทอดทิ้งพระเจ้าก่อน

 

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหันมาหาเขาและตรัสว่า “จงไปช่วยอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวมีเดียนด้วยกำลังที่เจ้ามีอยู่ เราใช้เจ้าไปไม่ใช่หรือ ?” ผู้วินิจฉัย 6:14

 

กิเดโอนยังคงไม่มั่นใจครับ พื้นฐานของเขาไม่ใช่คนกล้าหาญอะไร ขนาดจะนวดข้าวยังต้องหลบมานวดในบ่อย่ำองุ่น แถมตระกูลของเขายังเป็นตระกูลที่เล็กที่สุดของเผ่ามนัสเสห์ แต่พระเจ้าทรงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า เจ้าจะฟาดฟันชาวมีเดียนทั้งหมด” ผู้วินิจฉัย 6:16

 

คืนนั้นพระเจ้าทรงให้กิเดโอนทำลายแท่นบูชาของบาอัล และทำลายเสาอาเชราห์จนหมด รุ่งเช้าชาวเมืองเห็นว่าแท่นบูชาของเขาถูกทำลายก็พากันมาหาโยอาชพ่อของกิเดโอน เพื่อให้เขานำตัวกิเดโอนออกมาเพื่อเอาหินขว้าง (น่าแปลกที่ในเฉลยธรรมบัญญัติ 13:6-11 กล่าวว่าผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพจะต้องถูกหินขว้างจนตาย แต่ชาวอิสราเอลเหล่านี้กลับต้องการเอาหินขว้างกิเดโอนเพราะเขารื้อทำลายแท่นบูชาและรูปเคารพ!!! ช่างลักลั่นย้อนแย้งสิ้นดี)

 

แต่งานนี้ต้องยกให้กับโยอาชพ่อของกิเดโอนครับ เพราะเขาพูดว่า “พวกท่านจะช่วยออกโรงแทนพระบาอัลหรือ ? จะพยายามช่วยพระบาอัลหรืออย่างไร ? ใครสู้แทนพระบาอัลจะต้องถูกฆ่าตายภายในเช้าวันนี้ ถ้าบาอัลเป็นเทพเจ้าจริง ๆ เขาย่อมดูแลปกป้องตัวเองได้เวลาที่มีคนมารื้อแท่นของเขา” ผู้วินิจฉัย 6:31 ผมว่าคำพูดนี้คงทำให้ชาวอิสราเอลตาสว่างครับ

 

ตั้งแต่นั้นมา กิเดโอน ก็มีชื่ออีกชื่อว่า เยรุบบาอัล แปลว่า “ให้พระบาอัลต่อสู้กับเขา”

 

ต่อมาชาวมีเดียนยกทัพข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาตั้งค่ายอยู่ที่ยิสเรเอล กิเดโอนก็เรียกคนตระกูลของเขาให้ติดตามเขา นอกจากนี้ยังส่งสารไปทั่วเขตมนัสเสห์ อาเชอร์ เศบูลุน และนัฟทาลี ซึ่งบรรดาคนที่เขารวมพลมีมากถึง 30000 กว่าคนครับ

 

คนมากขนาดนี้ กิเดโอนยังไม่มั่นใจ ถึงกับต้องขอหมายสำคัญจากพระเจ้าถึง 2 ครั้ง ผมขอข้ามไปนะครับ (ผู้วินิจฉัย 6:36-40)

 

พระเจ้าอาจจะทรงเห็นว่ากิเดโอนไม่ค่อยมั่นใจ เลยเสริมกำลังใจกับกิเดโอนว่า “เจ้ามีกำลังมากเกินไป เราจะไม่ให้เจ้าชนะชาวมีเดียนด้วยคนมากมายขนาดนี้ เพื่อชาวอิสราเอลจะได้ไม่อวดอ้างกับเราว่าพวกเขากอบกู้ตนเองโดยอาศัยกำลังของพวกเขา จงประกาศแก่คนทั้งปวงว่า ผู้ใดหวาดกลัวจงหันกลับและไปจากภูเขากิเลอาดเถิด” ผู้วินิจฉัย 7:2-3

 

มีคนอิสราเอลกลับไปถึง 22,000 คน เหลืออยู่ 10,000 คน

 

พระเจ้ายังบอกกับกิเดโอนว่า คนยังมากเกินไป พระเจ้าก็เลือกให้กิเดโอนเหลือแค่ 300 คน (วิธีเลือกของพระเจ้าก็แปลก เหมือนกับเล่นรายการเกมวัดดวงเลยครับ ดูใน ผู้วินิจฉัย 7:5-6)

 

เป็นอันว่าเหลือคน 300 คนสู้กับชาวมีเดียนซึ่ง “ตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาอย่างหนาแน่นดั่งฝูงตั๊กแตน อูฐของเขามีมากมายนับไม่ถ้วนเหมือนทรายที่ชายทะเล” ผู้วินิจฉัย 7:12

 

กิเดโอนนำคนทั้ง 300 คนเข้าสู้กับชาวมีเดียน ซึ่งเมื่อพวกเขาเป่าแตร พระเจ้าทรงให้ชาวมีเดียนทั้งค่ายแตกตื่นและหันมาสู้รบกันเอง และชัยชนะก็เป็นของกิเดโอนในที่สุดครับ...


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผมขอย้าย blog ผมไปที่ OK nation นะครับ

ขอย้าย blog ไปต่อที่ OK nation เลยครับ

เพราะมัน comment ง่าย ลงทะเบียนเสร็จแล้วก็ comment ได้เลยครับ


คลิ๊ก

สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 2

สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 2 : โยชูวา บทที่ 16-18



 

มาอ่านต่อครับ...

 

บทที่ 16-17 เป็นเรื่องราวการแบ่งดินแดนของเผ่าโยเซฟ (ได้แก่ เผ่าเอฟราอิม และเผ่ามนัสเสห์อีกครึ่งเผ่าที่เหลือ) ถ้าดูตามแผนที่ จะเห็นว่าดินแดนของพงษ์พันธุ์โยเซฟจะกว้างขวางมากครับ เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาคือโยเซฟเป็นคนที่พระเจ้าทรงโปรดปรานและอวยพระพร

 

เป็นอันว่าเวลานี้ เผ่ารูเบน เผ่ากาด เผ่ามนัสเสห์ เผ่ายูดาห์ และเอฟราอิม ทั้งหมด 5 เผ่าได้ดินแดนอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองแล้ว

 

ซึ่งในพระคัมภีร์ระบุว่า ชาวอิสราเอลทั้ง 5 เผ่านี้ แม้ยึดครองดินแดนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว ก็ไม่ได้ขับไล่ชาวคานาอัน แต่กลับยอมให้พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันกับชาวอิสราเอล ซึ่งฟัง ๆ ดูก็เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่งชาวอิสราเอลนั้นกระทำสิ่งที่ตรงข้ามกับพระบัญชาและพระประสงค์ของพระเจ้า และทำให้เกิดปัญหาอย่างมากมายโดยเฉพาะในสมัยของผู้วินิจฉัย ซึ่งเราจะได้อ่านกันต่อไปครับ

 

ในบทที่ 18 เผ่าที่เหลืออีก 7 เผ่าได้มารวมกันที่ชิโลห์ ซึ่งหลังจากที่ยึดดินแดนส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ย้ายศูนย์กลางทางศาสนา คือพลับพลาที่ประทับจากกิลกาลมาไว้ที่ชิโลห์ (ซึ่งอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสมัยของกษัตริย์ดาวิด) พวกเขามารวมกันเพื่อทอดสลากแบ่งดินแดนส่วนที่เหลือ

 

“โยชูวาก็ทอดสลากแบ่งสรรต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ชิโลห์ และมอบดินแดนให้แก่ชนอิสราเอลแต่ละเผ่า” โยชูวา 18:10

 

สลากแรกเป็นของเผ่าเบนยามิน ซึ่งเขตแดนอยู่ระหว่างยูดาห์กับโยเซฟ

 

ส่วนเผ่าที่เหลือจะได้ดินแดนส่วนไหนบ้างโปรดติดตามตอนต่อไปครับ...


วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 7 วันที่ 6 : กันดารวิถี 31-33

วันนี้เริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า นอน ๆ อยู่ห้องฉุกเฉินก็โทรมาเรียกให้ไปออกชันสูตรศพ แต่ผมปฏิญาณตนเป็นนาศีร์แล้ว ไม่แตะต้องศพ เลยขอคุณหมอที่อยู่เวรไปแทน ส่วนผมจะอยู่ stand by ให้ อยู่ถึง 8 โมงกว่า ๆ หลังจากนั้นก็ผ่าตัดทั้งวันจนถึง 4 โมงเย็น แล้วออกตรวจไข้หวัดใหญ่จนถึง 2 ทุ่ม

กลับมานอนยกขาสูงให้หายเมื่อยแล้วก็เริ่มเขียน blog ต่อ

บทที่ 31 เป็นเรื่องการแก้แค้นชาวมีเดียนครับ แค้นของชาวอิสราเอลคือการที่ชาวมีเดียนล่อลวงชาวอิสราเอลให้ไปนับถือพระอื่น จนทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้น พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงแก้แค้นชาวมีเดียนให้ชนอิสราเอล หลังจากนั้นเจ้าจะตาย” กันดารวิถี 31:1

งานนี้เป็นงานสุดท้ายที่โมเสสจะทำครับ

โมเสสได้ให้ชายทุกเผ่า ๆ ละ 1,000 คน รวมทั้งหมด 12,000 คนออกรบกับชาวมีเดียน ซึ่งพวกเขาได้สู้รบกับชาวมีเดียนและฆ่าชายทุกคน รวมทั้งกษัตริย์ทั้งห้าของชาวมีเดียน คือ เอวี เรเคม ศูร์ เฮอร์ และเรบา นอกจากนี้ บาลาอัมบุตรเบโอร์ก็ถูกฆ่าตายด้วยดาบเช่นกัน

ตอนแรก ๆ ที่ผมอ่านถึงตอนนี้ก็งงเหมือนกันครับ ว่าทำไมบาลาอัมถึงโดนหางเลขไปด้วยครับ ทั้ง ๆ ที่ 2-3 บทก่อน ตาลุงนี่อวยพรให้กับชาวอิสราเอลด้วยซ้ำ แต่เมื่ออ่านต่อ ๆ ไปจึงรู้ว่า แผน B ที่ใช้ล่อลวงชาวอิสราเอล คนต้นคิดน่าจะเป็น บาลาอัมบุตรเบโอร์นี่เอง....จัดว่าเป็นตัวแสบทีเดียว

ชาวอิสราเอลก็กวาดต้อนผู้หญิง และเด็ก รวมทั้งปศุสัตว์ของชาวมีเดียนมาเป็นจำนวนมาก โมเสสเห็นก็โกรธครับ

โมเสสถามพวกเขาว่า “ทำไมจึงปล่อยให้พวกผู้หญิงรอดชีวิตอยู่ได้ คนเหล่านี้แหละที่ทำตามคำแนะนำของบาลาอัม และชักนำชนอิสราเอลให้หัหเหจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ในเหตุการณ์ที่เปโอร์ เป็นต้นเหตุแห่งภัยพิบัติที่ทำลายล้างประชากรขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงฆ่าเด็กผู้ชายทุกคนและผู้หญิงทุกคนที่เคยหลับนอนกับผู้ชายแล้ว แต่จงไว้ชีวิตหญิงสาวที่ยังไม่เคยหลับนอนกับผู้ชายไว้สำหรับเจ้า” กันดารวิถี 31:15-18

ตอนที่ผมรับเชื่อใหม่ ๆ ผมอ่านพระคัมภีร์บทกันดารวิถีด้วยความสยดสยอง....ถ้าเคยดูการ์ตูนเรื่อง Prince of Egypt ภาพของโมเสสก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่พอถึงกันดารวิถีรู้สึกว่ามันชักจะโหดร้ายขึ้นเรื่อย ๆ ครับ จริงอยู่ที่การฆ่าล้างโคตรในวัฒนธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นกรีก โรมัน เมโสโปเตเมีย แม้กระทั่งจีน อินเดีย (รวมทั้งไทยด้วย) ดูจะเป็นเรื่องปกติ ในตำนานกรีกอย่าง Iliad ตอนที่กรุงทรอยแตก ชาวทรอยก็ถูกชาวกรีกฆ่าล้างเมืองจนหมดสิ้น แต่ในพระคัมภีร์ของพระเจ้าผู้ทรงเมตตาการุณ ทำไมดูเหมือนจะเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ?

ผมเคยถามศิษยาภิบาลของผมเรื่องนี้เหมือนกันครับ คำตอบที่ได้คือ เวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์จะต้องให้พระเจ้าทรงนำเราว่าพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้บอกอะไรเรา พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมในหลาย ๆ ตอนก็เป็นบริบทที่ใช้เฉพาะในสังคมชาวยิวเท่านั้น.......สรุปว่าผมก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิมครับ

พระเจ้าตรัสสั่งโมเสสที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนตรงข้ามเมืองเยรีโคว่า “จงแจ้งแก่ประชากรอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยังดินแดนคานาอัน จงขับไล่ชาวดินแดนนั้นออกไปให้หมด และทำลายล้างรูปเคารพทั้งปวงของพวกเขา ไม่ว่าหินสลักรูปเคารพที่หล่อขึ้นและสถานบูชาบนที่สูงของพวกเขา....” กันดารวิถี 33:51-52

“แต่หากเจ้าทั้งหลายไม่ยอมขับไล่ประชากรที่อาศัยอยู่ที่นั่นออกไป คนที่เหลืออยู่จะเป็นหอกข้างแคร่และจะเป็นหนามยอกอกของเจ้า พวกเขาจะก่อปัญหาให้กับเจ้าในดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่และเราจะทำกับเจ้าตามที่เราวางแผนไว้ว่าจะทำกับพวกเขา” กันดารวิถี 33:55-56

พระเจ้าทรงบัญชาเช่นนี้ด้วยเหตุผลที่ดีหลายประการ

1)พระเจ้าทรงกำลังบดขยี้ความชั่วร้ายของชนชาติที่จมอยู่ในความบาป
2)พระเจ้าทรงใช้ให้ชาวอิสราเอลพิพากษาความผิดบาปของชาวคานาอัน
3)พระเจ้าทรงต้องการจะกำจัดความเชื่อและพิธีกรรมของคนต่างชาติให้หมดสิ้นจากดินแดนนั้น พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ประชากรของพระองค์เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือประนีประนอมกับการกราบไหว้รูปเคารพไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม
(อ้างอิงจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัย ภาคพันธสัญญาเดิม ฉบับ Life Application Study Bible)

พระเจ้าทรงรู้ว่า ความบาปและการล่อลวงกำลังรอพวกเขาอยู่ในแดนคานาอัน เช่นเดียวกับชีวิตของเราในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความบาปและการล่อลวงไม่ต่างไปจากเมื่อหลายพันปีก่อน บาปที่ชาวคานาอันทำอย่างไร ชาวโลกปัจจุบันก็ทำอย่างนั้นและเผลอ ๆ จะเลวร้ายยิ่งกว่า สิ่งหนึ่งที่พระวจนะของพระเจ้าบอกกับเราคือ อ ย่ า ป ร ะ นี ป ร ะ น อ ม กั บ ค ว า ม บ า ป

เพราะเมื่อใดเราประนีประนอมกับความบาปแล้ว สิ่งชั่วร้ายก็จะอ้างสิทธิ์ในตัวเรา อาจารย์เปาโลใช้คำว่า “สงคราม” กับวิญญาณชั่วในย่านฟ้าอากาศ ในเอเฟซัส 5:11-18 “จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน”

สงครามอารมาเกดโดน (Armageddon) นั้นไม่ได้ยกมาต่อสู้กันเหมือนที่เราเห็นในหนัง แต่อยู่ในจิตใจของเราตลอดเวลาครับ....... (วันนี้เริ่มด้วยสงครามระหว่างอิสราเอลกับมีเดียน จบลงที่อารมาเกดโดนได้อย่างไงเนี่ย ?)

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ในบทที่ 28-29 เป็นการทบทวนพิธีการถวายเครื่องบูชา และเทศกาลต่าง ๆ ของชาวอิสราเอล ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้ว ขออนุญาตข้ามไปครับ (จริง ๆ แล้วกะจะอู้ครับ ฮาฮา.....ก็สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 7 เป็นสัปดาห์สะบาโต ผมต้องหยุดพักไงครับ)

ในบทที่ 30 พูดเรื่องคำปฏิญาณครับ

โมเสสแจ้งหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ของอิสราเอลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาดังนี้คือ ผู้ใดถวายปฏิญาณต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือลั่นวาจาสาบานว่าจะทำสิ่งใด ก็อย่าผิดคำปฏิญาณให้เขาทำตามที่ลั่นวาจาไว้ทุกประการ” กันดารวิถี 30:1-2

ในหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับปี 1971 (ฉบับยอดนิยม ที่มีใช้กันทุกครัวเรือนและคริสตจักรครับ) ใช้คำว่า บนหรือสาบานไว้กับพระเจ้า (พูดอย่างกับเป็นศาลพระภูมิครับ)

โมเสสเตือนประชาชนให้รักษาสัญญา ไม่ว่าจะเป็นต่อพระเจ้า หรือต่อผู้อื่น ในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีการทำสัญญาติดอากรแสตมป์แบบสมัยนี้ ดังนั้นคำพูดจึงเป็นข้อผูกมัดที่สำคัญที่สุด (ไม่เหมือนปัจจุบัน ที่แม้กระทั่งสัญญาที่ลงลายเซ็นต์ มีพยาน มีการติดอากรแสตมป์ ยังเบี้ยวหน้าตาเฉยก็มีครับ) ดังนั้นบุคคลใดที่ลั่นวาจาไปแล้วเขาต้องทำตามที่เขาได้ลั่นวาจาไป

ถ้าอ่านพระคัมภีร์จะพบว่าคำพูดของคนมีความสำคัญมากครับ เมื่อเขาลั่นวาจาไปแล้ว เขาไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคำพูดได้เลย ตัวอย่างเช่น ชาวอิสราเอลที่โวยวายกับโมเสสว่า โมเสสกำลังจะพาเขาไปตายในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งก็กลายเป็นความจริง ที่คนรุ่นเขาต้องตายในถิ่นทุรกันดารจนหมดสิ้น ให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่แดนคานาอัน หรือเหมือนตอนหลัง ๆ ในสมัยผู้วินิจฉัย (ซึ่งจะได้อ่านต่อจากพระธรรมโยชูวาครับ) มีตอนหนึ่งที่ชาวอิสราเอลทั้งหมดต้องรบกับคนเผ่าเบนยามินน้องเล็กของ 12 เผ่า พวกเขาสาบานว่า จะไม่ให้ลูกของตนแต่งกันคนเบนยามิน แต่พอทำสงครามกัน ชาวอิสราเอลกลับฆ่าคนเบนยามินทั้งผู้หญิง ลูกเล็กเด็กแดงจนหมด เหลือผู้ชายที่หนีรอดไปได้แค่ 600 คน พอหายโกรธแล้วชาวอิสราเอลพึ่งจะสำนึกได้ว่าตนเองได้ทำลายเผ่าเบนยามินไปหมดแล้ว แถมยังสาบานว่าไม่ให้ลูกของชาวอิสราเอลที่เหลือแต่งงานกับคนเบนยามินอีก....คราวนี้จะทำอย่างไรดี สุดท้ายแล้วพวกเขาก็หาทางแก้ได้สำเร็จโดยไม่ผิดคำสาบาน แต่วิธีการนั้นน่าตลกสิ้นดีครับ (อดทนรออ่าน ในบทผู้วินิจฉัยครับ)

แต่คำสาบานของคนอิสราเอลก็ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของคนที่สาบานด้วยนะครับ เพราะคนยังไม่มีวุฒิภาวะอาจจะพลั้งปากสาบานพล่อย ๆ (ในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีวุฒิภาวะก็ยังสาบานพล่อย ๆ บ่อยไป บางคนพอเห็นฟ้าครึ้ม ๆ ก็รีบวิ่งเข้าบ้านแล้ว เพราะกลัวฟ้าผ่า) ตามกฏหมายของอิสราเอลแล้ว หญิงสาวที่ยังอยู่ความปกครองของบิดามารดา หากสาบานแล้ว และบิดาได้ยินคำสาบานแต่ไม่ได้ทักท้วงก็ถือว่าคำสาบานนั้นมีผลอยู่ แต่ถ้าบิดาของนางคัดค้านคำสาบานนี้ถือว่าคำสาบานนั้นเป็นโมฆะ

เช่นเดียวกับกรณีที่แต่งงานแล้ว ถ้านางสาบานแล้ว สามีได้ยินแต่ไม่ได้ทักท้วง ถือว่าคำสาบานมีผลอยู่ แต่หากสามีของนางคัดค้านถือว่าคำสาบานนั้นเป็นโมฆะ เป็นต้น

สำหรับเรื่องการสาบานนั้น พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “อีกประการหนึ่ง ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนในสมัยก่อนว่า 'อย่าเสียคำสัตย์สาบาน คำสัตย์สาบานที่ได้ถวายต่อพระเจ้านั้นต้องรักษาไว้ให้มั่น' (มาจากกันดารวิถีบทที่ 30 ข้อที่ 2นี่แหละครับ) ส่วนเราบอกพวกท่านว่า อย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะทำโดยอ้างถึงสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า หรืออ้างถึงแผ่นดินโลก เพราะแผ่นดินโลกเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้า หรืออ้างถึงกรุงเยรูซาเล็ม เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานีของพระมหากษัตริย์ อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะทำให้ผมขาว หรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้ จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ คำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว” มัทธิว 5:33-37

ในสมัยของพระเยซูคริสต์จนกระทั่งปัจจุบัน คำสัตย์สาบานกลายเป็นสิ่งที่พูดพล่อย ๆ ไปแล้ว การที่พระเยซูคริสต์ทรงห้ามการสาบานก็เพื่อไม่ให้ชีวิตของเราผูกมัดกับคำพูดพล่อย ๆ ของเราเองครับ

ย้อนกลับมาดูเราเองว่าเราให้ความสำคัญกับคำพูดของเราแค่ไหน ? วันหนึ่ง ๆ เราพูดโกหก พูดคำสบถสาบานมากน้อยเพียงใด เราอาจจะคิดว่ามันก็เป็นเพียงลมปากที่ออกจากปากเราแล้วก็หายไป แต่ในความเป็นจริงก็คือคำพูดของเราไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ สิ่งเหล่านั้นผูกมัดตัวเราเสมอครับ

วันนี้ผมพยายามสำรวจคำพูดของตัวเองว่าได้ลั่นวาจาอะไรออกไปพล่อย ๆ หรือเปล่า หรือมีสิ่งใดที่ผมพูดแล้วไม่ได้ทำตามบ้าง ? สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจไว้ก็คือ จะต้องคิดมาก ๆ ก่อนจึงจะพูดออกมาครับ (นิสัยเสียของผมอย่างหนึ่งคือการพูดโดยไม่คิดครับ แล้วหลาย ๆ ครั้งก็ทำให้คนรอบข้างเจ็บปวด)

วันนี้คุณคิดก่อนพูดแล้วหรือยัง ? (พูดอย่างกับ วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยังเลยแฮะ)

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หลังจากที่บาลาอัมอวยพรชาวอิสราเอลแล้ว บาลาอัมกับบาลาคก็แยกย้ายกันต่างคนต่างไปครับ เข้าใจว่าบาลาคกษัตริย์ชาวโมอับใช้ แผน A ในการต่อสู้กับชาวอิสราเอลไม่สำเร็จ (แผน A ของแกสุดยอดมาก นั่นคือไปจ้างบาลาอัมบุตรเบโอร์มาสาปแช่งชาวอิสราเอล....น่าจะจำไปใช้มั่ง) ก็เลยหันไปใช้แผน B ครับ

แผน B ของชาวโมอับ คือการส่งสาว ๆ ชาวโมอับมาล่อลวงชาวอิสราเอลครับ

ในกันดารวิถีบทที่ 25 บอกว่าชายชาวอิสราเอลทำผิดทางเพศกับหญิงชาวโมอับ และถูกล่อลวงไปร่วมเซ่นสังเวยแก่พระของพวกนางคือ พระบาอัล เข้าใจว่าในการนมัสการรูปเคารพของพระบาอัลจะมีการร่วมเพศอยู่ด้วยครับ ชายชาวอิสราเอลตอนแรก ๆ คงจะหลงใหลไปกับกิจกรรมทางเพศอันน่าตื่นตาตื่นใจของชาวโมอับ จนกลายมาร่วมนมัสการพระบาอัลอย่างไม่ขัดเขิน

เป็นอันว่าสิ่งที่โมเสสต้องเผชิญไม่ใช่กองทัพมหึมาของศัตรู แต่เป็นกองทัพสาว ๆ ที่มาพร้อมกับศาสนาอันน่าสะอินสะเอียน ซึ่งกลับเป็นที่ชื่นชอบของชายชาวอิสราเอลครับ (การบูชาพระบาอัลยังมีให้เห็นตลอดช่วงพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม หลาย ๆ ครั้งกษัตริย์ของอิสราเอลกลับเป็นคนที่ทำผิดเสียเอง จนกระทั่งถึงยุคที่อาณาจักรยูดาห์ และอิสราเอลแตก และตกเป็นทาสในบาบิโลน)

แน่นอนว่าพระเจ้าทรงพิโรธครับ

พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงนำตัวบรรดาผู้นำของประชาชนเหล่านั้นมาประหารแล้วแขวนไว้กลางแดนระอุต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระพิโรธอันรุนแรงขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะหันเหไปจากอิสราเอล!!!” กันดารวิถี 25:4

โมเสสจึงสั่งเหล่าตุลากรของอิสราเอลว่า “พวกท่านแต่ละคนจะต้องประหารคนพวกนั้นของท่านที่ได้ร่วมนมัสการพระบาอัลแห่งเปโอร์” กันดารวิถี 25:5

โมเสสพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีชายอิสราเอลคนหนึ่งชื่อศิมรี บุตรของสาลู จูงหญิงชาวมีเดียนเดินผ่านไปต่อหน้าต่อตาของโมเสส เข้าไปในกระโจม (ช่วยไม่ได้จริง ๆ ครับ คนมันถึงคราวซวย) ฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ (หลานของอาโรน) จึงตามชายคนนั้นเข้าไปในกระโจม แล้วพุ่งทวนทะลุร่างของทั้งสองคน ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลก็สงบลง แต่ก็มีผู้เสียชีวิต (ถูกฆ่าตาย) ถึง 24,000 คน!!!

การกระทำของฟีเนหัสเป็นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยครับ พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสว่า “ฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ หลานชายปุโรหิตอาโรน เป็นผู้หันโทสะของเราไปจากชนอิสราเอล เพราะเขาเจ็บแค้นแทนเรา เพื่อปกป้องเกียรติของเรา เราจึงหยุดทำลายล้างอิสราเอลตามที่ตั้งใจไว้ ฉะนั้นจงบอกเขาว่าเราได้ตั้งพันธสัญญาแห่งสันติภาพกับเขา เขากับลูกหลานจะได้ถือพันธสัญญาครองความเป็นปุโรหิตตลอดไป เนื่องจากเขามีใจกระตือรือล้นเพื่อเกียรติของพระเจ้าของเขา และได้ลบบาปให้ชนอิสราเอล” กันดารวิถี 25:11-13

ลูกหลานของฟีเนหัสได้กลายเป็นปุโรหิตคนสำคัญของอิสราเอล เช่น ศาโดก ปุโรหิตคนสำคัญของกษัตริย์ดาวิด ซึ่งเขาและนาธานผู้เผยพระวจนะเป็นผู้เจิมตั้งโซโลมอน, ฮีลคียาห์ เป็นปุโรหิตที่ค้นพบหนังสือธรรมบัญญัติในสมัยกษัตริย์โยสิยาห์, และแม้กระทั่งชาวอิสราเอลถูกกวาดต้อนเป็นเชลยยังบาบิโลน ผู้นำคนหนึ่งที่นำชาวอิสราเอลกลับมาสร้างพระวิหารที่ถูกทำลายไปขึ้นใหม่ ก็เป็นเชื้อสายของฟีเนหัส เขาคือ เอสรา ครับ (ดูพระคัมภีร์เอสรา 7:1-5)

กลับมาถึงยุคปัจจุบันของเราเวลานี้ ซึ่งความบาปมากมายถูกทำให้กลายเป็นสิ่งถูกต้อง และยอมรับกันในสังคม จนเราแทบจะรู้สึกเฉย ๆ กับมันไปแล้ว การประนีประนอมต่อความบาปของเราก็เหมือนกับชาวอิสราเอลยอมประนีประนอมกับศาสนาของชาวคานาอัน และนำไปสู่การละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า จะมีสักกี่คนที่เจ็บแค้นแทนพระเจ้า และปกป้องเกียรติของพระองค์เฉกเช่นฟีเนหัส ?

ในบทที่ 26 พระเจ้าทรงให้โมเสสนับชาวอิสราเอลเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก 38 ปี เพื่อเตรียมเข้าสู่ดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาชาวอิสราเอลที่นับได้ทั้งหมดมีถึง 601,730 คน (เฉพาะชายที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปไม่รวมเผ่าเลวี) และชายชาวเลวีอายุ 1 เดือนขึ้นไปนับได้ 23,000 คน ในจำนวนนี้ “ไม่มีสักคนเดียวในสำมะโนประชากรนี้ที่มีชื่ออยู่ในสำมะโนประชากรคราวก่อนซึ่งโมเสสและปุโรหิตอาโรนทำขึ้นในถิ่นกันดารซีนาย ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสแก่ชาวอิสราเอลเหล่านั้นว่า พวกเขาจะตายในถิ่นกันดารแน่นอน ยกเว้นคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ และโยชูวาบุตรนูน” กันดารวิถี 26:64

หลังจากนั้นในบทที่ 27 พระเจ้าได้ให้โมเสสเจิมตั้งโยชูวาเป็นผู้นำชาวอิสราเอลแทนเขา เพราะโมเสสไม่มีสิทธิ์เข้าไปในดินแดนที่พระเจ้าจะยกให้ชาวอิสราเอล (เพราะเขาฝ่าฝืนพระเจ้า ในกันดารวิถี 20)

เวลานี้ชาวอิสราเอลตั้งค่ายอยู่บนที่ราบโมอับ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน ฝั่งตรงข้ามนั้นคือเมืองโยรีโค ซึ่งเป็นเมืองแรกและเป็นประตูสู่ดินแดนคานาอันที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบบรรพบุรุษของพวกเขา

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เพราะหลาย ๆ ท่านในที่นี้ ได้ Feedback ว่าการ comment ของ blogspot ทำได้ค่อนข้างยาก ผมเลยลองย้ายไปที่ OK nation ซึ่งการ comment ค่อนข้างจะง่ายกว่า

ตามได้ที่ link นี้เลยครับ ---> CLICK

แต่เวลา comment ต้องสมัครก่อนนะครับ แต่สมัครไม่ยากครับ

สัปดาห์ที่ 7 วันที่ 3 : กันดารวิถี 22-24

หลังจากที่ชาวอิสราเอลได้รับชัยชนะเหนือกษัตริย์สิโหน และโอก พวกเขาก็เดินทางมาถึงที่ราบโมอับ และตั้งค่ายพักริมแม่น้ำจอร์แดนตรงข้ามเมืองเจริโค ถ้าดูตามแผนที่พระคัมภีร์แล้วจะเห็นว่าพวกเขาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน ถ้าข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็นดินแดนคานาอันแล้วครับ

บาลาค กษัตริย์ของโมอับเกิดความหวาดกลัวชาวอิสราเอลมาก ชาวโมอับจึงรวมหัวกับชาวมีเดียน หาทางกำจัดชาวอิสราเอล

กษัตริย์บาลาคจึงส่งสารไปยังบาลาอัมบุตรเปโอร์ที่ใกล้แม่น้ำยูเฟรติส กล่าวว่า

“ชนชาติหนึ่งออกมาจากอียิปต์ แห่กันมามืดฟ้ามัวดิน และมาประชิดแดนข้าพเจ้าแล้ว โปรดมาแช่งคนเหล่านี้ให้เราด้วย เพราะพวกเขาแข็งแกร่งเกินกำลังของเรา เผื่อว่าเราจะได้ขับไล่พวกเขาออกจากดินแดน เพราะเราทราบว่าทุกคนที่ท่านอวยพรก็ได้รับพร ส่วนคนที่ท่านสาปแช่งก็ต้องคำสาป” กันดารวิถี 22:5-6

บาลาอัม บุตรเปโอร์เป็นใคร ?

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครพูดถึงบาลาอัมบุตรเปโอร์เลยครับ จู่ ๆ ก็โผล่มาทั้งอย่างงั้น ในพระคัมภีร์หาระบุคุณสมบัติของเขาว่าถ้าเขาอวยพรใครคนนั้นจะได้รับพร ถ้าเขาสาปแช่งใครคนนั้นก็ต้องสาป (ถ้าใครจำได้พระเจ้าทรงเคยให้พรนี้แก่อับราฮัมด้วยครับ แต่สำหรับบาลาอัมไม่รู้ว่าเขาได้พรนี้จากใคร ?) ดูแล้วเขาน่าจะเป็นพ่อมดหมอผี หรืออาจเป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามพระเจ้าก็ทรงเสด็จมาเขา เมื่อเหล่าผู้อาวุโสของโมอับและมีเดียนมาหาเขาที่บ้าน

พระเจ้าตรัสถามว่า “คนเหล่านี้ที่อยู่กับเจ้าเป็นใคร ?”

บาลาอัมทูลพระเจ้าว่า “บาลาคบุตรศิปโปร์ กษัตริย์แห่งโมอับส่งข่าวมาว่า ชนชาติหนึ่งที่ออกมาจากอียิปต์อย่างมืดฟ้ามัวดิน บัดนี้ขอเชิญท่านไปสาปแช่งพวกเขาให้เรา เผื่อว่าเราจะสามารถสู้รบและขับไล่พวกเขาออกไปได้”

แต่พระเจ้าตรัสกับบาลาอัมว่า “อย่าไปกับพวกนั้น เจ้าจะสาปแช่งคนเหล่านั้นไม่ได้เพราะพวกเขาได้รับพรแล้ว” กันดารวิถี 22:9-12

แรก ๆ บาลาอัมก็เชื่อฟังดีอยู่หรอกครับ แต่ต่อมาบาลาคได้พยายามอีกครั้งโดยส่งของบรรณาการมาให้บาลาอัมอย่างมากมาย แต่บาลาอัมก็ปฏิเสธครับ

บาลาอัมตอบว่า “แม้บาลาคจะยกปราสาทที่เต็มไปด้วยเงินและทองให้ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจทำสิ่งใดนอกเหนือพระบัญชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าได้” กันดารวิถี 22:18

บาลาอัมเองแม้ว่าจะไม่ใช่คนอิสราเอลแต่เขาก็ยอมรับว่าพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าของเขาเช่นเดียวกันครับ ซึ่งอุดมการณ์เช่นนี้ของเขาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม (แม้ว่าตอนหลัง ๆ บาลาอัมเองก็ทำท่าจะเป็นตัวร้ายก็ตาม ไว้คอยดูในบทต่อ ๆ ไปครับ)

แต่ที่แปลกคือ คืนนั้นพระเจ้าเสด็จมาตรัสกับบาลาอัมว่า “ในเมื่อคนเหล่านี้มาเรียกเจ้า ก็จงไปกับเขา แต่จงทำตามที่เราสั่งเท่านั้น” กันดารวิถี 22:20

เช้ามาบาลาอัมก็ลุกขึ้นผูกลาเดินทางไปกับเจ้านายของโมอับ แต่ที่ผมไม่เข้าใจที่สุดก็คือ พระเจ้าทรงพิโรธบาลาอัม ครับ ? ในเมื่อพระเจ้าเองเป็นผู้อนุญาตบาลาอัมให้เดินทางไปกับชาวโมอับ นอกจากนี้พระเจ้ายังให้ทูตของพระองค์มาขวางลาของเขาไว้อีกต่างหาก ??

สรุปว่าไม่เข้าใจครับ ในหนังสืออธิบายว่า พระเจ้าทรงอนุญาตให้บาลาอัมไปกับคนของบาลาค แต่พระองค์ทรงพระพิโรธความโลภของบาลาอัม ? ทูตของพระเจ้ากล่าวกับเขาว่า “เรามาขัดขวางเจ้าเพราะเจ้ากำลังผลีผลามออกไปนอกลู่นอกทาง” กันดารวิถี 22:32 จนแล้วจนรอดผมก็เดาไม่ออกว่า “นอกลู่นอกทาง” ที่ทูตของพระเจ้าบอกนั้นเพราะอะไรครับ

แต่สุดท้ายทูตของพระเจ้าก็อนุญาตให้บาลาอัมไปกับชาวโมอับ “จงไปกับคนเหล่านี้เถิด แต่จงพูดตามที่เราสั่งเท่านั้น” กันดารวิถี 22:35

เมื่อบาลาอัมมาพบบาลาค กษัตริย์แห่งโมอับก็พาเขาไปแช่งชาวอิสราเอลถึง 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งแทนที่จะสาปแช่งชาวอิสราเอล เขากลับกล่าวอวยพรชาวอิสราเอล

การที่เขาทำเช่นนี้เพราะ พระเจ้า “ทรงใส่ถ้อยคำไว้ในปากของเขา” กันดารวิถี 23:5,16 และ “พระวิญญาณของพระเจ้าก็มาอยู่เหนือบาลาอัม” กันดารวิถี 24:2 นอกจากอวยพรชาวอิสราเอลถึง 3 ครั้งแล้ว ในครั้งที่ 4-5 ยังทำนายถึงชะตากรรมของบรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ที่ต่อต้านชาวอิสราเอลอีกต่างหาก

บาลาอัมเองก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้เชื่อ คริสเตียนเราควรจะมีคุณสมบัติบางอย่างของบาลาอัม แต่ก็ไม่ควรจะมีคุณสมบัติบางอย่างของเขาเช่นกัน ซึ่งในกันดารวิถีบทที่ 22-24 นั้นกล่าวถึงส่วนที่ดีของเขา นั่นคือ

1)การเชื่อและยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเขา
2)การเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า
3)กล้าที่จะพูดความจริงโดยการทรงนำของพระเจ้า แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากฟังก็ตาม คริสเตียนเราเวลาประกาศข่าวประเสริฐ หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างนั้น ชุมชนคนข้างเคียงเราไม่อยากฟัง บางครั้งก็ถูกล้อเลียนเห็นเป็นเรื่องตลก แต่ตัวอย่างของบาลาอัมที่กล้าเผยพระวจนะต่อหน้าบาลาคกษัตริย์โมอับนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องครับ

แม้ว่าภายหลังเขาจะออกลายว่าเป็นคนออกอุบายล่อลวงชาวอิสราเอล และเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวอิสราเอลก็ตาม

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


แดนโมอับน่าจะเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่ชาวอิสราเอลจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปในดินแดนแห่งพันธสัญญาครับ

ในกันดารวิถีบทที่ 20 นั้นในพระคัมภีร์ฉบับอธิบายว่าสันนิษฐานว่าเป็นตอนหลังจากที่พวกเขาเดินทางไปแล้ว 37 ปี ซึ่งช่วงที่ 37 ปีนั้นไม่ได้กล่าวถึงในพระคัมภีร์ครับ ชาวอิสราเอลเดินทางมาถึงถิ่นกันดารศิน และตั้งค่ายพักแรมที่คาเดช ซึ่งมิเรียม และอาโรนก็สิ้นชีวิตที่นั่นครับ (แต่จริง ๆ ผมรู้สึกตงิด ๆ ว่าเป็นตอนเริ่มต้นเดินวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร เพราะตอนที่แล้วชาวอิสราเอลก็มาหยุดอยู่ที่คาเดชนี่แหละ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาเดินกลับไปวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารของคาบสมุทรซีนาย แล้วกลับมาถึงคาเดชอีกครั้นหนึ่งก็ได้)

ประชากรอิสราเอลก็กบฏกับพระเจ้าอีกครับ

ในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้ไม่มีน้ำให้ประชากรดื่ม ชาวอิสราเอลก็พากันทำสิ่งที่ถนัดที่สุด คือ บ่นและโอดครวญ แล้วยังรวมหัวกันต่อต้านโมเสสอีก (ยังไม่เข็ด)

โมเสสจึงไปเข้าเฝ้าพระเจ้า และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า

“จงเอาไม้เท้ามา แล้วเจ้ากับอาโรนพี่ชายของเจ้าจงเรียกประชากรมารวมกัน จงพูดกับศิลานั้นต่อหน้าพวกเขา และศิลานั้นจะหลั่งน้ำออกมา เจ้าจะให้น้ำแก่ชุมชนจากศิลานั้น เพื่อทั้งคนและสัตว์จะได้ดื่มกิน” กันดารวิถี 20:8

โมเสสกับอาโรนก็เรียกประชากรอิสราเอลมารวมกันหน้าศิลา แล้วโมเสสก็พูดกับพวกเขาว่า “ฟังนะเจ้าพวกกบฏ เราจะต้องเอาน้ำออกจากศิลานี้ให้พวกเจ้าหรือ ?” ว่าแล้วก็เอาไม้เท้าฟาดก้อนหินสองครั้ง น้ำจึงพุ่งออกมาให้คนและสัตว์ได้ดื่มกิน

แต่การที่โมเสสทำแบบนี้เขาทำผิดต่อพระเจ้าครับ....เพราะอะไรน่ะหรือ ?

1)เขาไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้ามากพอ พระเจ้าให้เขาพูดกับศิลาครับ ไม่ได้พูดกับชาวอิสราเอล และพระเจ้าไม่ได้บอกให้เอาไม้เท้าตีก้อนหินเลย แต่โมเสสกลับไม่เชื่อฟังพระเจ้า
2)เขาบอกแก่ชาวอิสราเอลว่า “เราจะต้องเอาน้ำออกจากศิลานี้ให้พวกเจ้าหรือ” แทนที่จะบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้น้ำออกจาศิลาแกพวกเขา แสดงว่าเขาไม่ได้ให้เกียรติพระเจ้า

พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เพราะเจ้าไม่ได้เชื่อเรามากพอ ไม่ได้ให้เกียรติเราในฐานะองค์บริสุทธิ์ต่อหน้าชนอิสราเอล เจ้าจะไม่ได้พาชุมชนนี้เข้าสู่ดินแดนที่เรายกให้เขา” กันดารวิถี 20:12

เป็นอันว่าโมเสสผู้นำชนอิสราเอลถึงเกือบ 40 ปี มาตกม้าตายเอาดื้อ ๆ ที่คาเดช ผมลองคิดว่าถ้าผมเป็นโมเสส ผมคงจะหัวใจสลายทีเดียว คงจะไม่เป็นอันกินอันนอนหลายวันครับกว่าจะทำใจได้ ในชีวิตของเราเอง รวมทั้งผมด้วยครับ เวลามีคนชมเรา หรือเราทำอะไรก็ตามสำเร็จ ผมเองก็มักจะลำพองใจว่าเราเก่ง แต่จริง ๆ แล้วผมลืมนึกถึงไปว่าบรรดาความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะฤทธิ์อำนาจ พระปัญญาของพระเจ้า ไม่ใช่เกิดจากตัวผมเอง

วันก่อนมีพี่คนหนึ่งบอกผมว่า ผมเขียนได้สนุกดีน่าอ่าน ผมจึงบอกท่านว่า “ขอบคุณพระเจ้าครับ เพราะพระเจ้าทรงนำผมในการเขียน blog นี้ครับ” (หวังว่าผมคงไม่สิ้นชีวิตในถิ่นทุรกันดารนะครับ...)

หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่าพระเจ้าทรงลงโทษโมเสสหนักเกินไปหรือไม่ ? เพราะโมเสสติดตามพระเจ้ามาหลายสิบปี ทำงานไม่เคยบกพร่อง แต่เมื่อเขาทำผิดพลาดพระเจ้ากลับไม่ให้อภัยเขา แต่เมื่อมองอีกแง่หนึ่ง โมเสสเองเป็นผู้นำของอิสราเอล และเป็นแบบอย่างของคนเหล่านั้น ความรับผิดชอบของเขาก็ต้องสูงกว่าชาวอิสราเอลทั่วไป พระเจ้าจึงไม่อาจละเว้นไม่ลงโทษโมเสส (บางทีถ้าเป็นคนอื่น อาจจะถูกไฟของพระเจ้าเผาผลาญไปแล้ว)

หลังจากนั้นชาวอิสราเอลก็ออกเดินทางเข้าสู่คานาอัน ครั้งนี้เป็นทางอ้อมครับ ด่านแรกที่ต้องเจอคือดินแดนของเอโดม โมเสสได้ส่งสารไปยังกษัตริย์ของเอโดมขอเดินทางผ่านดินแดนของเอโดม โดยไม่แตะต้องข้าวของ สัตว์ แหล่งน้ำของชาวเอโดมเลย จริง ๆ แล้วชาวเอโดมก็เหมือนเป็นพี่น้องกับอิสราเอลครับ ใครจำได้บ้างครับว่าชาวเอโดมสืบเชื้อสายมาจากใคร ?

จาก เอซาว พี่ชายของยาโคบหรืออิสราเอลไงครับ...

โมเสสจึงส่งสารไปหาชาวเอโดมฉันพี่น้องครับ แต่พี่ชายแสนดีก็ตอบกลับมาว่า “ห้ามผ่าน”

ชาวอิสราเอลจึงต้องเปลี่ยนเส้นทาง (เนื่องจากพี่น้องไม่ควรต่อสู้กัน พระเจ้าจึงทรงให้ชาวอิสราเอลเปลี่ยนเส้นทางเดินครับ) อ้อมผ่านเอโดมเข้าสู่ดินแดนโมอับ ซึ่งสิโหนกษัตริย์แห่งอาโมไรต์ ได้เข้ามาต่อสู่กับพวกเขาที่ยาอาส ซึ่งชาวอิสราเอลก็รบชนะ สังหารสิโหนและครอบครองดินแดนของเขาตั้งแต่แม่น้ำอารโนน จนถึงแม่น้ำยับบอก รวมถึงเมืองหลวงเฮชโบนของอาโมไรต์ แล้วยกพลเข้าประชิดพรมแดนของอัมโมน

หลังจากนั้นพวกเขาก็รบกับกษัตริย์โอกแห่งบาชาน

พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสว่า “อย่ากลัวเขาเลย เพราะเราได้มองเขาและกองทัพทั้งหมดตลอดจนดินแดนของเขาให้เจ้าแล้ว จงพิชิตเขาเหมือนที่ได้พิชิตสิโหนกษัตริย์ชาวอาโมไรต์ผู้ครองเฮชโบน” กันดารวิถี 22:34

ชาวอิสราเอลได้มีชัยเหนือกองทัพของโอกแห่งบาชาน และสังหารกษัตริย์โอก และกองทัพทังหมดของเขาที่เอเดรอี



มีเรียมและอาโรนสิ้นชีวิตลงที่คาเดชนี่เองครับ (กันดารวิถี 20:1, 20:22-29)